แสนสิริ x SCB WEALTH ปั้นพอร์ต “บ้านหรู” สู่สินทรัพย์มั่งคั่ง
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน แต่อสังหาฯ ระดับลักเซอรี่ยังคงเป็นหนึ่งใน “สินทรัพย์” ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ทั้งในฐานะหลุมหลบเงินเฟ้อและการเป็นสินทรัพย์สร้างการเติบโตระยะยาว
เป็นที่มาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งแรกในไทยของ “แสนสิริ” และ “SCB WEALTH” เปิดตัว “SANSIRI x SCB WEALTH Curated with WEALTH-MASTERY” เชื่อมต่อ Wealth Ecosystem อย่างไร้รอยต่อ
เชื่อมความมั่งคั่งไร้รอยต่อ
“อุทัย อุทัยแสงสุข” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือลูกค้าแสนสิริที่ซื้อที่อยู่อาศัยกลุ่ม Sansiri Luxury Collection และโครงการลักเซอรี่ที่เข้าร่วมกว่า 37 โครงการ อาทิ แบรนด์นาราสิริ, เศรษฐสิริ, ณรินสิริ และ VIA และได้รับอนุมัติและเบิกใช้วงเงินสินเชื่อกับธนาคารไทยพาณิชย์ จะได้รับเอกสิทธิ์และโซลูชั่นบริหารความมั่งคั่งจาก SCB WEALTH ที่ออกแบบเชื่อมโยงทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการบริหารความมั่งคั่งเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
1.Wealth Privileges อาทิ บริการที่ปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม, โซลูชั่นการจัดพอร์ตการลงทุน การวางแผนสภาพคล่อง 2.Living Privileges อาทิ สิทธิบริการระดับลักเซอรี่เครือพันธมิตรจากแสนสิริ 3.Financial Benefits อาทิ อัตราดอกเบี้ยพิเศษตามระดับสินทรัพย์สูงสุด 0.3% สำหรับ 2 ปีแรก, โครงสร้างสินเชื่อที่ออกแบบเฉพาะ และข้อเสนอทางการเงิน

แสนสิริ
โดยเอกสิทธิ์แบ่งตามราคาที่อยู่อาศัย 3 ระดับ ราคามากกว่า 50 ล้านบาทขึ้นไปรับสิทธิ Private Banking จากธนาคารไทยพาณิชย์ ส่วนลูกค้าที่ซื้อมูลค่า 20 ล้านบาท รับสิทธิสมัครบัตรเครดิต SCB FIRST และราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปได้รับสิทธิสมัคร SCB PRIME
“เป้าหมายแคมเปญนี้อยู่ที่ 13,000 ล้านบาท และจะได้รับสิทธิสำหรับลูกค้าซื้อครบตามราคาที่กำหนด ไม่จำกัดจำนวน โอนภายใน 1 กรกฎาคม 2569-30 มิถุนายน 2570 และสิทธิพิเศษจาก SCB Wealth จะได้รับ ณ วันโอน”

แสนสิริ
เศรษฐีใหม่เร่งปั้นพอร์ต
ด้าน “ศรีอำไพ รัตนมยูร” ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บมจ.แสนสิริ เปิดอินไซด์ว่าพฤติกรรมของลูกค้า Wealth ยุคใหม่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันลูกค้าให้ความสำคัญกับการเข้าถึง, ประสบการณ์และความเอ็กซ์คลูซีฟมากกว่าผลตอบแทนทางการเงิน แต่การลงทุนต้องเพิ่มคุณภาพการใช้ชีวิตผ่านที่อยู่อาศัยที่ดีเพื่อสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว และส่งต่อรุ่นสู่รุ่นได้
“กลุ่มลูกค้าลักเซอรี่บนสุดของแสนสิริมียอดซื้อขั้นต่ำ 80 ล้านบาท ปัจจุบันมี 500 ราย ถือครองโครงการรวมมูลค่าสะสม 60,000 ล้านบาท ยอดซื้อเฉลี่ยสะสมสูงถึง 150 ล้านบาทต่อคน และมีอัตราการซื้อซ้ำสูงถึง 70%”
แบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1.บุคคลที่มีความมั่งคั่งขั้นสูงสุด (Ultra-HNWIs) อายุ 50 ปีขึ้นไป ซื้อที่อยู่อาศัยเตรียมส่งต่อเป็นมรดก 2.กลุ่มอายุ 25-40 ปี (Young Successor) เติบโตอย่างต่อเนื่อง มองหาที่อยู่อาศัยที่ต่อยอดการลงทุนได้ แต่อาจยังไม่ได้รับ Wealth Recognition หรือการดูแลและเอกสิทธิ์ระดับเดียวกับกลุ่ม Wealth อย่างเต็มรูปแบบ
“ลูกค้ากลุ่มนี้เราสะสมมา 6-7 ปี สร้าง Wealth ตั้งแต่ยุคคอนโดฯ บูม สมัยก่อนเราซื้อบ้านเพื่ออยู่เอง ทำให้บ้านเป็นสินทรัพย์ที่ขายต่อ เก็บค่าเช่าไม่ดีเท่าคอนโดฯ แต่หลังโควิดบ้านเริ่มมีบทบาท ประกอบกับต่างชาติเข้ามาเยอะ ทำให้ไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยน คนอยากอยู่ใกล้โรงเรียน ยอมจ่ายค่าเช่าบ้าน เพราะเลี้ยงสัตว์ได้ และกระจายพอร์ตไปที่บ้านลักเซอรี่ที่ขายต่อได้ในราคาสูง”

แสนสิริ
อีกกลุ่มเป็นนักลงทุนที่อยากซื้อในปริมาณมาก เน้นเก็บยีลด์ยาว ๆ ปีละ 6-9% จะโฟกัสทำเลใกล้มหาวิทยาลัย บาง
ทำเลเขาอาจมองว่า Capital Gain ในอนาคตหาไม่ได้แล้ว มูลค่าการขายต่อเยอะกว่า เพราะมองหาการลงทุนแทนการฝากแบงก์ที่ดอกเบี้ย 2-3% ด้วยการซื้ออสังหาฯ แล้วปล่อยเช่า เอาเงินที่เหลือจากการผ่อนไปสร้างโอกาสต่อ
“ผนึก SCB WEALTH ถือเป็นการเขย่าตลาดอสังหาฯ เพราะคำว่า Wealth วันนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม เป็นเรื่องของทุกคน คนรุ่นใหม่อายุน้อย ๆ มองหาการลงทุน วางแผนการใช้เงินมากขึ้น ไม่ใช่แค่ยกระดับที่อยู่อาศัย ไลฟ์สไตล์ แต่เป็นเรื่อง Financial เราไม่ได้ใส่ใจแค่สร้างที่อยู่อาศัย ยังนำเสนอแผนการเงินที่ดี เพื่อส่งต่อรุ่นลูกหลาน”
แสนสิริ
กระจายพอร์ตมั่งคั่งสู่ Real Asset
ขณะที่ “ปรมาศิริ มโนลม้าย” Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยยังเติบโต สะท้อนความมั่งคั่งของลูกค้าที่กระจายอยู่ในธุรกิจครอบครัว อสังหาฯ และสินทรัพย์ทางเลือกหลายรูปแบบ
“ลูกค้าไม่ได้มองการลงทุนในทรัพย์สินที่เป็น Finance Asset แต่มองไปถึง Real Asset ด้วย เพราะช่วย Diversify
พอร์ต และเป็นทรัพย์สินที่มี Correlation ต่ำกับตลาดการเงิน ทำให้อสังหาฯ เป็นหนึ่งในทางเลือกของการลงทุนที่ดี วันนี้อสังหาฯ ไม่ได้ให้แค่ผลตอบแทน ยังส่งต่อเป็นมรดกได้ด้วย”
จากอินไซด์ปัจจุบันลูกค้าเริ่มส่งต่อสินทรัพย์จากรุ่นแรกสู่เจเนอเรชั่น 2 และ 3 มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้บริการ Family Office วางแผนส่งต่อมรดก จัดการพินัยกรรม แบ่งสัดส่วนองค์กรหรือบริษัทต่าง ๆ รับเทรนด์การบริหารสินทรัพย์ที่เติบโตในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันลูกค้ากลุ่ม Wealth มี 1.2 ล้านราย แบ่งเป็น 3 ระดับ 1.กลุ่ม SCB PRIME สินทรัพย์ 2-10 ล้านบาท สัดส่วน 92-94% 2.กลุ่ม SCB FIRST สินทรัพย์ 10-50 ล้านบาท สัดส่วน 5-7%
และ 3.กลุ่ม SCB PRIVATE BANKING สินทรัพย์ 50 ล้านบาทขึ้นไป สัดส่วน 1% และพร้อมมุ่งยกระดับจากผู้ให้บริการทางการเงิน สู่ Trusted Wealth Partner เพราะการบริหารสินทรัพย์ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงบริหารพอร์ตลงทุน แต่คือการออกแบบความมั่งคั่งให้กับชีวิตจริง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่